วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระพุทธบิดาเสด็จนิพพาน


ในกาลนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่  ณ  กูฏาคารศาลา  ป่ามหาวัน
ใกล้พระนครไพศาลี  ทรงทราบว่า  พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาซึ่งประทับ
อยู่กบิลพัสดุ์นคร  ทรงประชวรหนัก  อาศัยที่ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกตัญญูกต
เวทิตาธรรมจึงเสด็จไปเยี่ยมพระพุทธบิดา  พร้อมด้วยพระสาวกเป็นอันมาก
ทรงบำเพ็ญปิตุปัฏฐานธรรมถวายการพยาบาลตามพุทธวิสัย

ขณะนั้น พระเจ้าสุทโธทนะ  ได้รับการบีบคันจากอาพาธกล้า  เกิดทุกขเวทนา
ยิ่งนักมีพระอาการทุรนทุรายหมดสติ  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกพระหัตถ์ตั้งพระทัย
อธิษฐานจิตบำบัดโรคาพาธ  แล้วทรงลูบลงที่พระเศียรพระเจ้าสุทโธทนะ
ขณะนั้นอาพาธกล้าก็ทุเลาลงด้วยพระบารมี  พระอานนทเถรเจ้ายกพระหัตถ์ลูบ
ที่พระหัตถ์เบื้องขวาอาพาธกล้าข้างขวาก็ทุเลาลง  พระอานนทเถรเจ้า  ยกพระหัตถ์
ลูบที่พระหัตถ์เบื้องซ้าย  อาพาธกล้าข้างซ้ายก็ทุเลาลง  พระราหุลเถรเจ้ายก
พระหัตถ์ลูบที่พระปฤษฎางค์อาพาธกล้าที่พระกายก็ทุเลาลง  พระเจ้าสุทโธทนะ
ทรงพระสำราญพระกายคลายความทุกขเวทนาอันสาหัส  ทรงลุกขึ้นประทับ
นั่งถวายบังคมพระบรมศาสดา  ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
ที่เสด็จมาทรงอนุเคราะห์

พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา  โปรดให้พระพุทธบิดาบรรลุ
พระอรหัตผล  แต่ด้วยพระเจ้าสุทโธทนะทรงพิจารณาเห็นชนมายุของ
พระองค์ถึงอวสานสุดสิ้นเพียงนั้นแล้ว  ก็ทูลลาพระบรมศาสดาเสด็จนิพพาน
และลาพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งสิ้นด้วยกันแล้ว  พระองค์ก็เสด็จนิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน

พระบรมศาสดาทรงเคารพในขัตติยประเพณีนิยม  ทรงเป็นประธานอำนวย
การพระศพในฐานะที่พระองค์เป็นพระโอรสและเป็นพระญาติผู้ใหญ่
จึงโปรดให้พระมหากัสสปเถรเจ้าไปตรวจที่ประดิษฐานจิตกาธาน
เพื่อถวายพระเพลิงพระศพพระพุทธบิดา  ตามขัตติยประเพณี  เมื่อเจ้าพนักงาน
อัญเชิญพระศพไปประดิษฐาน ณ  พระจิตกาธาน  ที่จัดถวายสมพระเกียรติของ
พระมหากษัตริย์  บรรดาพระประยูรญาติทั้ง ๖ พระนคร  คือ  เมืองกบิลพัสดุ์ ๑
เมืองเทวทหะ ๑   เมืองโกลิยะ ๑   เมืองสักกะ ๑   เมืองสุปวาสะ ๑  เมืองเวรนคร ๑
ก็ประชุมกันบำเพ็ญกุศลมหายัญญ์อุทิศถวายด้วยความเคารพ
และความอาลัยอย่างยิ่ง

ครั้นได้เวลา พระศาสดาก็ทรงประทานจุดเพลิงถวายพระศพพระพุทธบิดา
บรรดาพระประยูรญาติทั้งหลาย  พากันโศกเศร้าพิลาปไห้ปริเทวนาการ
พระบรมศาสดาจารย์ก็ทรงตรัสธรรมีกถาเล้าโลมระงับความเศร้าโศก
แห่งมหาชนโดยควรแก่อุปนิสัย.


.....................................

พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นพุทธมามกะ



ภายหลัง  พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้สึกในความผิดของพระองค์  ทรงเดือดร้อนพระทัย
จึงโปรดให้หมอชีวกโกมารภัจจ์พาพระองค์ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ซึ่งประทับอยู่
ที่พระวิหารกลม  ในชีวกัมพวนาราม  ครั้นได้สดับพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาแล้ว
ทรงเลื่อมใส  ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ  เป็นพุทธมามกะ  และทรงเป็นกำลัง
อุปถัมภ์บำรุงพระศาสนาต่อไป.


......................................

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ


เมื่ออันเตวาสิกทั้งหลาย  หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี  ซึ่งอยู่นอกพระเชตวันวิหาร  จึงวางเตียงลงในที่ใกล้สระ  แล้วก็ชวนกันลงอาบน้ำในสระนั้น  ส่วนพระเทวทัตก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง  ห้อยเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน  ประสงค์จะเหยียบยันกายขึ้นยืนบนพื้นปฐพี  ในขณะนั้นพื้นปฐพีก็แยกออกเป็นช่อง  สูบเอาเท้าทั้งสองของพระเทวทัตลงไปในแผ่นดินโดยลำดับ  พระเทวทัตได้จมหายไปในภาคพื้น  ตราบเท่าถึงคอและกระดูกคาง  วางอยู่บนพื้นปฐพี

ในเวลานั้น  พระเทวทัตได้กล่าวคาถาสรรเสริฐบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  "พระผู้มีพระภาค  เป็นอัครบุรุษ  ยอดแห่งมนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย  พระองค์เป็นสารถีฝึกบุรุษอันประเสริฐ  พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยบุญญลักษณ์ถึงร้อย  และบริบูรณ์ด้วยสมันตจักษุญาณ  หาที่เปรียบมิได้  ข้าพระองค์  ขณะนี้มีเพียงกระดูกคางและศีรษะ  กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว  ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ"

พอสิ้นเสียงแห่งคำนี้เท่านั้น  ร่างพระเทวทัตก็จมหายลงไปในพื้นปฐพี  ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก  ด้วยบาปไม่เคารพในพระรัตนตรัย  ประทุษร้ายในพระบรมศาสดา  ทำสังฆเภท  อันเป็นอนันตริยกรรม

ข่าวพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ  เป็นข่าวใหญ่เกรียวกราว  ได้แพร่สะพัดไปในชาวนครสาวัตถี  ไม่นานก็รู้กันทั่วกรุง  โจษจันกันไปทั่วชุมนุมชน  ด้วยเพิ่งจะรู้เพิ่งจะได้ยิน  เพิ่งจะปรากฎ  ผู้หนักในธรรมก็สังเวชสลดใจ  คนใจบุญก็สะดุ้งต่อบาป  เห็นบาปเป็นภัยใหญ่หลวง  คนที่เกลียดชังพระเทวทัต  ก็พากันดีใจโลดเต้นสาปแช่ง  สมน้ำหน้าพระเทวทัตหนักขึ้น

ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  "บัดนี้  พระเทวทัตไปบังเกิดในที่ไหน"  พระบรมศาสดาตรัสว่า  "ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก  ภิกษุทั้งหลาย  คนทำบาป  ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้  เมื่อละจากโลกนี้ไปโลกอื่นย่อมทวีความเดือดร้อนยิ่งขึ้น"


....................................