วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทรงทำนิมิตโอภาส


ครั้นเสด็จถึงกูฎาคารศาลาแล้ว  รับสั่งแก่พระอานนท์เถระว่า  "เธอจงถือเอานิสีทนะสันถัตตามไป ตถาคตจะไปพักทิวาวิหาร  ณ  ปาวาลเจดีย์  พระอานนท์ก็เอานิสีทนะสันถัตตามพระบรมศาสดาไปปูลาดถวายยังที่พระประสงค์  ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว  ก็ถวายพระอภิวาทนั่งอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงรับสั่งว่า  "อานนท์ เมืองไพศาลีนี้  เป็นรมณียสถาน  ทั้งปาวาลเจดีย์และโคตมเจดีย์  เป็นที่รื่นรมย์สำราญทุกตำบล  ถ้าบุคคลผู้ใดได้เจริญซึ่งอิทธิบาทธรรม ๔ ประการ  และมีกมลสันดานปรารถนาจะให้อายุดำรงคงอยู่ประมาณกัลป์หนึ่ง  หรือมากกว่านั้นไป  บุคคลนั้นก็สามารถจะมีอายุยืนต่อไปได้ดังปรารถนา"

เมื่อพระบรมศาสดาตรัสนิมิตโอภาสดังนี้  พระอานนท์สดับแล้ว  ก็มิได้ทราบพระพุทธอัธยาศัย  จึงมิได้กราบทูลอาราธนาให้พระบรมศาสดาดำรงพระชนม์อยู่จนสิ้นกัลป์  เพื่อประโยชน์สุขแก่เพทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เพราะมารเข้าดลใจพระอานนท์  ทำให้รู้ไม่ทัน  จึงมิได้ทูลอาราธนา  แม้พระบรมศาสดาจะทรงทำโอภาสนิมิตดังนี้ถึง  ๓  ครั้ง  พระอานนท์ได้ฟังแล้วก็นิ่งอยู่

ลำดับนั้น  พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า  "อานนท์  เธอจงไปนั่งยังวิเวกสถาน  เจริญฌานสมาบัติโดยควรเถิด"


............................

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทรงปรารภชราธรรม


วันหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่ง  ณ  พุทธอาสน์ซึ่งปูลาด ณ ร่มเงาแห่งพระวิหาร  พระอานนท์เถระเจ้าเข้าเฝ้าถวายนมัสการแล้วกราบทูลว่า  "ข้าพระองค์ได้เห็นความผาสุกแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว และความอดกลั้น  ทนทานของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ข้าพระองค์ได้เห็นแล้ว  เมื่อได้เห็นพระองค์ทรงพระประชวร  ข้าพระองค์รู้สึกว่า  กายของข้าพระองค์จะหนัก  จะงอมระงมไปด้วย  แม้ทิศานุทิศทั้งหลาย  ก็ดูมืดมนไป  แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่สว่างแก่ดวงจิต  เพราะมาวิตกคิดถึงความไข้ที่ทรงพระประชวรนั้น  แต่ยังอุ่นใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ปรารภพระภิกษุสงฆ์  แล้วตรัสพระพุทธวจนะอันใดอันหนึ่ง  แล้วยังจักไม่ทรงปรินิพพานก่อน  ข้าพระองค์มีความดีใจอยู่หน่อยหนึ่งฉะนี้"

"ดูกร  อานนท์  ภิกษุสงฆ์ยังมาหวังอะไรในตถาคตอีกเล่า  ธรรมที่ตถาคตแสดงแล้วทั้งปวง  ตถาคตแสดงโดยเปิดเผย  ไม่มีภายในภายนอก ไม่มีการปกปิดซ่อนความสำคัญในธรรมใด ๆ เลย"

"อานนท์  ตถาคตเป็นศาสดาของเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยจิตบริบูรณ์  พ้นจากตัณหา  มานะ  ทิฏฐินิสัย  ด้วยประการทั้งปวง"

ข้อซึ่งลี้ลับ  จะปกปิดซ่อนบังไว้  โดยแสดงเฉพาะแก่สาวกบางรูปบางเหล่า  ไม่ทั่วไปก็ดี  หรือจะเก็บไว้แสดงต่ออวสานกาลสุดท้ายก็ดี  ข้อนั้นมิได้มีแก่ตถาคตเลย"

"อานนท์  ผู้ใดยังมีฉันทะ  อาลัยอยู่ว่า  จะรักษาภิกษุสงฆ์  ผู้นั้นแหละจะพึงปรารภภิกษุสงฆ์  แล้วกล่าวคำอันใดอันหนึ่ง  แสดงความห่วงใย  อันฉันทะปริวิตกเช่นนั้น  ไม่มีแก่ตถาคตเลย"

"อานนท์  บัดนี้  ตถาคตเจริญวัย  อายุตถาคตถึง ๘๐ ปีแล้ว  กายของตถาคตปรากฏวิปริต  โดยอาการเห็นปานนี้  อินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น  ก็วิกลแปรปรวน  ไม่ปกติเหมือนแต่ก่อน  ทุกประการเหมือนเกวียนเก่าคร่ำคร่า  อาศัยไม้ไผ่ผูกกระหนาบ  คาบ  ค้ำ  อุปถัมภ์บำรุงไว้  ฉันใด  กายของตถาคตก็ฉันนั้น เมื่อล่วงลุถึงชรา  อาศัยสมาธิภาวนาอุปถัมภ์บำรุงไว้  จึงค่อยพอเป็นไป"

"อานนท์  เธอจงอาศัยตนของตนเองเป็นที่พึ่งที่พำนักเถิด  สิ่งอื่นซึ่งจักเป็นที่พึ่งที่แน่นอนแก่ตนไม่มี"

พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรมปรารภความชรา  ซึ่งเบียดเบียนกายของพระองค์แก่พระอานนท์เถระเจ้าด้วยประการฉะนี้  เทพยดาที่มาสดับพระธรรมเทศนาในที่นั้น  ได้บรรลุธรรมาภิสมัยเป็นอันมาก

ครั้นวันรุ่งขึ้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี  เมื่อเสด็จกลับมาทำภัตตกิจแล้ว เสด็จไปเมืองไพศาลี  พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐  รูป  ประทับที่กูฏาคารศาลา  ป่ามหาวัน

ฝ่ายบรรดากษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย  ได้สดับข่าว  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา  ต่างมีความยินดีเลื่อมใส ได้นำสักการะออกไปเฝ้าถวายบังคมพระบรมศาสดา  สดับพระธรรมเทศนา  แล้วทูลอาราธนาให้เสด็จเข้าไปรับอาหารบิณฑบาต

ครั้นรุ่งเช้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก  เสด็จเข้าไปในพระราชนิเวศน์  ทรงทำภัตตกิจแล้ว  ประทานธรรมานุศาสน์แก่กษัตริย์ลิจฉวีทั้งปวง  แล้วเสด็จออกจากพระนคร  ทรงประทับยืนอยู่หน้าประตูเมืองไพศาลี  เยื้องพระกายผันพระพักตร์มาทอดพระเนตรเมืองไพศาลีเป็นครั้งสุดท้าย  รับสั่งแก่พระอานนท์เถระว่า  "อานนท์  การเห็นเมืองไพศาลีของตถาคตครั้งนี้เป็นปัจฉิมทรรศนะ"   แล้วเสด็จไปยังกูฏาคารศาลา  สถานที่ประทับยืนนั้น  เรียกว่า  "นาคาวโลกเจดีย์สถาน".



.....................................





วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อัครสาวกปรินิพพาน (ตอน ๔)


ครั้นแล้วจึงจัดการเรี่ยไรทรัพย์จากอุปัฏฐากของตน ๆ  จ้างโจรทั้งหลายที่โลภ
ในทรัพย์  ให้ไปฆ่าพระเถระเจ้า  พาพวกไปล้อมจับพระเถระเจ้ายังที่อยู่  พระมหา
โมคคัลลานเถระเจ้า  ได้ทำปาฏิหาริย์หนีไปได้ทุกครั้ง  แต่โจรพวกนั้นพยายาม
ล้อมจับอยู่ถึง ๒ เดือน  ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ  ครั้นถึงเดือนที่ ๓  พระเถระเจ้า
พิจารณาเห็นกรรมของท่าน  ที่ทำในชาติก่อนติดตามมา  เห็นควรจะรับผลแห่ง
กรรมที่ตามมาสนองนั้น  จึงยอมให้โจรล้อมจับตามประสงค์  ครั้นพวกโจรจับ
พระเถระเจ้าได้แล้ว  จึงได้ทุบตีจนอัฏฐิหัก  แตกแหลกไม่มีดี  โดยเกรงว่าจะไม่ตาย
แล้วจะกลับฟื้นคืนชีพได้  ครั้นแน่ใจ่ว่าพระเถระเจ้าไม่อาจจะฟื้นคืนชีพได้แล้ว
จึงเอาสรีระของท่านไปทิ้งไว้ในที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งเห็นว่าพอจะลับตาคนได้  แล้วพา
กันหนีไปจากที่นั้น

พระมหาโมคคัลลาเถระดำริว่า  อาตมะควรจะไปทูลลาพระบรมศาสดาเสียก่อนจึง
ปรินิพพาน  ครั้นดำริแล้วก็เรียงลำดับสรีระกาย  ผูกเข้าให้มั่นด้วยกำลังฌาน  แล้ว
เหาะไปโดยอากาศวิถี  เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  กราบทูลว่า  "ข้าแต่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า  ข้าพระองค์ขอถวายบังคมลาปรินิพพาน"

มีพระพุทธดำรัสว่า  "เธอจะปรินิพพานละหรือ ?  โมคคัลลานะ"

"พระเจ้าข้า  ข้าพระองค์ขอถวายบังคมลาปรินิพพานในวันนี้แล้ว"

"โมคคัลลานะ  เธอจะปรินิพพาน  ณ  ที่ใด ? "

"ที่กาฬศิลาประเทศ  พระเจ้าข้า"  พระมหาโมคคัลลานะ  กราบทูล

"ถ้าเช่นนั้น  เธอจงแสดงธรรมแก่ตถาคตก่อน"  พระผู้มีพระภาคทรงรับสั่ง  "ด้วยการ
ที่จะเห็นพระสาวกเหมือนอย่างเธอ  จะไม่มีต่อไปแล้ว"

พระมหาโมคคัลลานเถระ  รับพระพุทธบัญชาแล้ว  ได้ทำปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปใน
อากาศ  โดยอาการเช่นเดียวกับพระสารีบุตรเถระ  ครั้นแสดงธรรมแล้ว  ลงมาจาก
อากาศ  ถวายอภิวาท  ทูลลาพระบรมศาสดาไปยังกาฬศิลาประเทศ  ปรินิพพานใน
ที่นั้น  ในวันสิ้นเดือน ๑๒  หลังจากพระสารีบุตรปรินิพพาน ๑๕  วัน

ในกาลนั้น  เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ได้ไปสโมสรประชุมกันถวายสักการบูชาสรีระ
ศพพระเถระเจ้าด้วยดอกไม้  ธูป  เทียน  และไม้หอมอันวิจิตรมีประการต่าง ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย  ได้เสด็จไปเป็นประธานจุดเพลิง
ทำฌาปนกิจสรีระศพพระเถระเจ้า  ในท่ามกลางเทพยดาและมนุษย์  ซึ่งได้พร้อมเพรียง
กันมามากยิ่งนัก  ขณะนั้น  ฝนดอกไม้ทิพย์ได้ตกลงมาในบริเวณถวายเพลิงพระเถระเจ้า
ประมาณโยชน์หนึ่งโดยรอบ  มหาชนได้มาประชุมสักการะศพพระเถระเจ้าถึง  ๗  วัน

พระผู้มีพระภาคเจ้า  โปรดให้เก็บอัฎฐิธาตุพระเถระเจ้า  มาก่อเจดีย์บรรจุไว้ที่ซุ้มประตู
พระเชตวนาราม


................................